ปอบโคตรนักฆ่า
6
ตอน
59
เข้าชม
0
ถูกใจ
0
ความคิดเห็น
1
เพิ่มลงคลัง
คำเตือนเนื้อหา
คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหาในเรื่องอาจมีการสปอยล์ถึงเนื้อเรื่องหลัก
โทนมือปืนนักฆ่า ซึ่งได้ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต ได้ถูกนำไปปล่อยที่ป่าทึบแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ที่นี่เขาได้พบกับนักโทษประหารเช่นเดียวกับตัวเขาอีก 6 คน คือ เขม โขม กะลา ชาติ คร้าม และโก้...

 

บทที่ 1 ถูกโยนลงกลางป่า 

 

               ปั๊บบบๆๆๆๆๆๆ!

               เสียงคล้ายเฮลิคอปเตอร์ดังอย่างต่อเนื่องในการได้ยิน...

โทนที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ในสถานที่อะไรสักอย่าง ซึ่งคล้ายลอยอยู่และกำลังเคลื่อนที่ไปทางข้างหน้าตลอดเวลา ที่เขาต้องใช้ความรู้สึกเดาในการรับรู้ก็เพราะว่าตนเองนั้นถูกปิดตาอยู่ทั้ง 2 ข้างด้วยที่ปิดตาสีดำที่ใช้ปิดเวลาต้องการจะนอนหลับเท่านั้น

               หนุ่มฉกรรจ์ขยับตัวจากอาการเมื่อยขบจึงได้รับรู้ว่ามือทั้ง 2 ข้างของเขานั้นได้ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยเทปเหนียวผูกเอาไว้ทางด้านหน้าของลำตัว และพอขยับต่อไปอีกทีก็ได้พบว่าข้างตัวเขานั้นก็มีมีวัตถุอะไรสักอย่างอยู่ข้างตัวเขา

ซึ่งโทนเดาได้อย่างไม่ยากเย็นว่าเป็นคนเหมือนกับตัวเขา เนื่องจากไม่นานคนๆนั้นก็ส่งเสียงโวยวายด้วยความหงุดหงิด

“นี่มึงจะขยับตัวอะไรนักหนาวะไอ้ห่ะ รำคาญโว้ย...!”

“โทษทีเพื่อน พอดีรู้สึกเมื่อยก็เลยต้องขอขยับเนื้อขยับตัวกันบ้าง...”

โทนว่าอย่างใจเย็น และจะว่าไปแล้ว แม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็เดาได้ว่าด้านข้างของเขาซ้ายขวาก็คงเต็มไปด้วยคนที่ถูกจับรวมกันเอาไว้อย่างแน่นอน เพราะในตอนนี้เขาเองก็เริ่มที่จะเกิดอาการอึดอัดบ้างแล้วเหมือนกัน

โทนยังคิดไม่ตกว่าทำไมหนอหลังจากไร้ความรู้สึกจากการที่กำลังถูกฉีดยาให้ตายเนื่องจากการได้ถูกลงโทษประหารชีวิตเข็มแรกแล้ว ทำไมเขาถึงได้มารู้สึกตัวในสภาพแบบนี้ได้ ยิ่งคิดก็ยังไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลยและก็เริ่มที่จะต้องใช้ความไตร่ตรองหนักๆแทน

ทว่าโทนไม่ต้องคิดอะไรมากมายเลย เพราะพอสามารถที่จะรับรู้สรรพสิ่งได้อย่างเต็มสติดีแล้ว ก็มีเสียงกร้าวประกาศมาทางด้านหน้าที่ตนเองนั่งอยู่อย่างกระหึ่มชัดเจนหนักแน่น

“สวัสดีไอ้พวกเดนตายทั้งหลาย...!”

พอเสียงพูดออกมาให้ได้ยินแล้ว โทนรู้สึกว่าด้านซ้ายขวาของเขาเองที่มีคนนั่งกระหนาบข้างอยู่นั้น ก็ขยับนั่งตัวตรงกันอย่างพร้อมเพรียงรวมทั้งตัวเขาด้วย

“หรือจะให้อั๊วเรียกพวกลื้อว่าพวกที่กำลังจะไปเกิดใหม่ดีวะ...?”

คนที่กำลังส่งเสียงในขณะนี้คล้ายเป็นคนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเสียเหลือเกิน ก่อนที่จะพูดอย่างจริงจัง

“พวกลื้อถูกอั๊วให้นำมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ในตอนนี้ก็เพราะว่า อั๊วจะต้องนำพวกลื้อมาปล่อยกลางป่า...และการที่ต้องปิดตาพวกลื้อก็เพราะไม่อยากจะให้พวกลื้อเห็นหน้าอั๊วกับพวกอั๊วมันก็แค่นั้น และหลังจากพวกลื้อหลุดพ้นจากเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ไปแล้ว พวกลื้อก็สามารถที่จะเปิดผ้าปิดตาของพวกลื้อได้เองเลยหวังใจว่าพวกลื้อคงจะเข้าใจแล้ว...เอาล่ะตอนนี้พวกลื้อก็เตรียมตัวออกไปลอยกลางอากาศและลงสู่พื้นเบื้องล่างที่กลางป่ากันได้แล้ว...”

พอสิ้นเสียงประกาศของใครสักคนหนึ่งซึ่งโทนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใครเพราะไม่เห็นหน้า แต่ถึงแม้จะเห็นหน้าแล้วเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันจะรู้จักรึเปล่า เพราะอาชีพนักฆ่าของเขากฎสำคัญที่ลุงยงผู้ซึ่งเป็นคนสั่งสอนให้เขาได้มาเป็นมือปืนนักฆ่าอย่างทุกวันนี้

ได้สั่งเป็นกฎตายตัวเอาไว้อย่างชัดเจน และเขาก็ใช้มาโดยตลอดมา ว่าคนที่เป็นมือปืนนักฆ่าต้องไม่รู้จักใครมากนัก ขอเพียงรู้จักเป้าหมายในการลงมือทำงานเท่านั้นเป็นพอ เพราะการรู้จักคนมากมันอาจจะไปทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับคนๆนั้นไปอย่างไม่รู้ตัวทำให้งานที่ได้รับมอบหมายมาอาจจะมีปัญหาได้ในอนาคตได้

“ท่านจะเอาผมมาฆ่ากลางป่ารึไงกัน...?”

เสียงหนึ่งถามขึ้นซึ่งคงมาจากในกลุ่มที่ ทางที่ถูกปิดตาและมัดข้อมือเอาไว้ในตอนนี้แน่ โทนคาดเดา

“ทำไมอั๊วต้องเสียเวลาเอาพวกลื้อมานั่งเฮลิคอปเตอร์ เพื่อมาโยนฆ่าในกลางป่าอย่างนี้วะ...อั๊วไม่ทำแน่มันเสียเวลาเพราะพวกลื้อทุกคนเป็นนักโทษที่ถูกศาลสั่งประหารชีวิตอยู่แล้ว จัดการพวกลื้อบนพื้นดินอย่างง่ายๆไม่ดีกว่าหรือวะ?”

เสียงเดิมที่ประกาศตะคอกเสียงกร้าวตอบคนที่ถาม

“แล้วท่านนำพวกผมมาปล่อยกลางป่าทำไมกัน...?”

มีเสียงถามอีก

“ไม่ใช่หน้าที่ของอั๊วที่จะตอบคำถามของพวกลื้อ อั๊วมีหน้าที่นำพวกลื้อมากระโดดร่มลงไปที่กลางป่าด้านล่างโน้นเท่านั้น ที่เหลือข้างล่างถ้ารอดลงไปได้ก็คงจะมีคนคอยบอกพวกลื้อเอง...เอาล่ะไม่ต้องพูดถามอะไรมากความแล้ว พวกลื้อเตรียมตัวกระโดดร่มกันได้แล้วเว้ย...!”

ท้ายเสียงสรุปเฉียบขาด จากนั้นพวกเขาซึ่งโทนก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ได้ถูกดันตัวให้ลุกขึ้น และจากนั้นก็ถูกนำมายืนเรียงกันเป็นแถวยาว เพื่อเตรียมผูกกับอะไรสักอย่าง ไม่นานจากนั้นเพียงครู่เดียว

ด้านหน้าของโทนคล้ายกับมีอะไรสักอย่างได้ถูกเปิดขึ้น จากนั้นเสียงที่เขาคิดว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์มาตลอดก็ดังอย่างชัดเจนให้ได้ยิน ลมวูบใหญ่ได้พัดเข้าปะทะใบหน้าจนแทบจะทำให้ที่ปิดดวงตาตอนนี้แทบจะปลิวหลุดไปเสียให้ได้

จากนั้นทุกคนก็ถูกดันให้ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะเดินกันไปด้านหน้าของตัวเอง พร้อมกับเสียงกร้าวประกาศของเสียงเดิมก็กระหึ่มขึ้นอีก

“ตอนนี้พวกลื้อได้รับจัดเตรียมพร้อมสำหรับการกระโดดร่มลงไปแล้ว พวกอั๊วจะผลักพวกลื้อลงไปทีละคน ถ้าตัวพ้นเครื่องไปแล้วให้นับหนึ่งถึงสิบ แล้วรีบกระตุกสิ่งที่พวกอั๊วใส่เอาไว้ให้ในมือพวกลื้อในตอนนี้จากนั้นร่มมันก็จะกางนำพวกลื้อลงไปอย่างปลอดภัยสู่ด้านล่างได้ แต่ถ้าใครคิดจะฆ่าตัวตายจะไม่กระตุกสิ่งที่อยู่ในมือตามที่แนะนำก็ได้นะ รับรองได้ตายสมใจอยากแน่...เอาล่ะไอ้พวกเดนตายทั้งหลายพวกลื้อต้องไปกันแล้ว...”

“นี่จะเอาพวกเรามาฆ่าหมกป่ารึไงกัน…?”

เป็นเสียงที่สวนถามขึ้นมาอย่างหวั่นหวาดในความรู้สึกเสียเหลือเกิน แม้น้ำเสียงจะฟังแล้วออกอาการแข็งกร้าวก็ตามที

“ถ้าพวกอั๊วจะฆ่าพวกลื้อจริงๆล่ะก็ ไม่ต้องเสียเวลาเอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ให้มันสิ้นเปลืองเงินทองหรอกเว้ย ไอ้พวกเดนคนหยั่งพวกลื้อนี่จะฆ่าตรงไหนก็ได้จำเอาไว้ พวกลื้อมีสิทธิ์ที่จะรอดชีวิตได้จำเอาไว้ จากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อก็ไปฟังกันข้างล่างก็แล้วกันวะไอ้ห่-เสียเวลาฉิบหาย เอาเป็นว่าไม่ต้องถามอะไรกันอีกแล้วอั๊วบอกพวกลื้อได้แค่นี้แหละเตรียมตัวไปลอยกลางอากาศกันได้แล้วโว้ย…!”

ด้านคนประกาศก็โต้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง ก่อนที่จะสรุปตัดบทจบเสียดื้อๆทันที ด้านพวกที่ถูกจับยึดข้อมือเอาไว้ทั้งหมด ต่างก็ถูกผลักดันให้เดินเรียงกันมาด้านหน้าของตนเอง จากนั้นก็ถูกผลักไสให้เคลื่อนตัวกันไปอย่างต่อเนื่อง

และไม่นานคนหน้าสุดก็ถูกดันให้ค่อยๆขยับตัวกันมายืนด้านหน้าประตูของอะไรสักอย่างหนึ่งที่ลมด่อนข้างแรงเสียเหลือเกินในความรู้สึกตอนนี้ของโทน เพราะเขานั่นเองที่เป็นคนซึ่งถูกให้มาอยู่เวลานี้ โทนเม้มปากแน่นหายใจกระชั้นถี่

โทนคาดเดาได้อย่างไม่ยากเย็นเลยว่าตอนนี้กำลังยืนอยู่ทางด้านหน้าของประตูเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเปิดอยู่ เนื่องจากได้รับลมที่กำลังพัดอย่างแรงเข้าปะทะใบหน้าอย่างเต็มๆ จนทำให้เกิดความรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาเสียเฉยๆอย่างนั้นเอง

เพราะว่าตอนนี้โรคกลัวความสูงของเขามันกำลังกำเริบได้กลับมาอีกแล้วนั่นเอง ใจเริ่มหวิวๆอาการสั่นเทาจากความรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพุ่งขึ้นไม่มีทีท่าจะหยุด ความจริงอาการพวกนี้มันก็ได้หายไปจากตัวเขาได้ระยะหนึ่งแล้วแท้ๆ

เนื่องจากโทนพยายามหนีจากการต้องขึ้นไปอยู่ที่สูงๆโดยตลอดนั่นเอง จนกระทั่งเขาถูกจับกุมเข้าไปอยู่ในคุกและได้รับการตัดสินให้ได้รับโทษประหาร เขาก็เลยสรุปกับตนเองว่าชาตินี้ไม่ต้องมีโอกาสที่จะกลัวความสูงอะไรได้อีก นั่นก็คือคนตายแล้วทุกอย่างมันก็คงจบอย่างที่รู้ๆกัน

แต่ทว่าเวลานี้โทนกำลังเกิดความรู้สึกกลัวความสูงขึ้นจนทำอาการที่เริ่มจากเพียงแค่สั่นจากขาทั้ง 2 ข้างมันก็เลยทำให้ออกอาการสั่นไปทั้งตัว ทั้งที่ดวงตาทั้ง 2 ไม่ได้มองเห็นอะไรเบื้องหน้าในเวลานี้เลยด้วยซ้ำไป

“กลัวหรือเอ็ง...?”

เจ้าคนที่คล้ายเป็นผู้ที่กำลังคุมโทนอยู่ข้างๆในเวลานี้ว่าขึ้นทำนองแซว พร้อมกับดันตัวเขาให้ออกตัวไปด้านหน้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง

“ก็นิดหน่อย...!”

หนุ่มฉกรรจ์อาชีพมือปืนนักฆ่าพยายามทำเสียงไม่ให้สั่น แต่ด้วยความรู้สึกภายในมันได้พุ่งออกมาจนเกินระงับแล้วก็เลยทำให้ยังคงมีความสั่นพร่าในตอนที่พูดออกมาอยู่ดี

“ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้โทน เพราะยังไงเอ็งก็ต้องลงไปข้างล่างอยู่ในตอนนี้แล้ว ขอให้เอ็งโชคดีนะอย่าลืมกระตุกเชือกในมือขวาด้วยนะถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเอ็งอยากตายแล้วล่ะก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่นานจากนี้เอ็งคงต้องสมใจอยากแน่ๆ...!”

พอจบคำพูดของคนที่โทนก็ไม่รู้ว่าใครเพราะไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเลยนอกจากได้ยินเพียงแค่เสียงเท่านั้น ร่างของเขาก็ต้องมีอันต้องละลิ่วออกจากเจ้าสิ่งเคลื่อนที่ๆเขาคิดว่ามันต้องเป็นเฮลิคอปเตอร์อย่างแน่นอน

โทนถูกผลักจากทางด้านหลังให้กระเด็นออกมา แต่สัมผัสที่ได้รับมานั้นเขาคิดแล้วว่าคงไม่ใช่เป็นการผลักแน่มันน่าจะเป็นการถีบเสียมากกว่า เพราะด้านหลังของเขาที่ถูกกระทำการเมื่อสักครู่ที่ผ่านมามันบ่งบอกอย่างนั้นจริงๆ

และจะว่าไปแล้วเขาก็คงไม่ใช่คนเดียวที่ถูกถีบให้ออกมาจากเฮลิคอปเตอร์ที่นำมาปล่อยอย่างนี้ น่าจะเป็นทุกคนที่มีการประกาศเมื่อครู่นี้ ก็คงถูกถีบลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหูของเขาได้ยินเสียงร้องมาได้ยินโดยตลอดขณะที่กำลังลอยตัวอยู่ในตอนนี้

สายลมรอบตัวมันพัดแรงมากๆ ขณะที่โทนกำลังลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าในเวลานี้ กระแสลมพัดแรงขนาดที่ว่าผ้าปิดตาซึ่งทีแรกโทนตั้งใจเอาไว้ว่าจะถอดออกทันทีที่สามารถกระทำได้ ทว่าตอนนี้ด้วยความแรงของลมที่พัดผ่านตัวเขาไปทำให้มันหลุดออกไปเองโดยเขาไม่ต้องทำอะไรเลย

แต่แม้ผ้าปิดตาจะถูกหลุดออกไปจากการปิดตาแล้วก็ตามที ด้วยลมที่ค่อนข้างพัดแรงและเป็นเวลากลางคืนยังไม่มีดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างมาให้เลยมันก็เลยทำให้เขายังไม่สามารถเห็นสิ่งรอบๆตัวได้อยู่ดี และแถมดวงตาทั้งคู่ของเขาที่พยายามจะเบิ่งเบิกขึ้นเพื่อจะมองไปโดยรอบให้ได้นั้น

มันก็ไม่สามารถที่จะลืมดวงตาทั้ง 2 ข้างขึ้นได้เลย แต่แม้จะมองอะไรไม่เห็นทว่าโทนก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างกายของตนเองกำลังค่อยๆดิ่งลงสู่เบื้องล่างไปเรื่อยๆ แม้จะมีลมพัดพาให้ร่างของเขาขยับไปได้ทางด้านข้างตลอดเวลาก็ตามที

ทว่ามันก็รับรู้ได้ว่าตัวของเขากำลังวูบลงสู่เบื้องล่างตลอดเวลา กระตุกมือขวาที่กำลังกำอะไรไว้สักอย่างในตอนนี้ โทนเริ่มคิดถึงคำพูดของเสียงประกาศจากคนแรกที่ได้บอกเขาก่อนที่จะโยนลงมากลางอากาศในตอนนี้ว่าให้รีบดึงของมือขวาที่กำเอาไว้ทันทีเพื่อให้ร่มกางออกสำหรับการลงสู่เบื้องล่างอย่างปลอดภัย

ทีแรกเขาก็คิดที่จะรีบกระตุกมือขวาที่กำลังกำในตอนนี้แล้วเหมือนกัน แต่ทว่าในวูบหนึ่งของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีขึ้นมาว่า คนอย่างเขามันน่าจะเป็นคนที่ตายไปแล้วไม่ใช่หรือจากการถูกตัดสินให้ถูกประหารชีวิต

นี่เขายังมีชีวิตอยู่ทำไมกัน คนบาปอย่างเขาฆ่าคนมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว มันสมควรที่คนอย่างเขาสมควรจะต้องชดใช้หนี้กรรมที่ได้ก่อขึ้นมาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ด้วยการตัดสินใจอย่างนี้มันก็เลยทำให้เขาไม่คิดที่จะรีบขยับมือขวากระตุกให้ร่มกางขึ้นมาเสียอย่างนั้นเอง

โทนคิดว่าถ้าเขาปล่อยไปอย่างนี้อีกไม่นานเขาก็คงสามารถที่จะชดใช้กรรมที่ตนเองได้ก่อเอาไว้กับคนอื่นได้เสียที แต่อีกวูบของสามัญสำนึกของการรักตัวกลัวตายขึ้นมา โดยคิดอย่างเขาข้างตัวเองว่าทำไมเขาจะต้องมาตายอย่างนี้ล่ะ

ก็ในเมื่อมีใครสักคนไม่ต้องการให้เขาตายโดยได้พาตัวเขาหลบหนีจากลานประหารพร้อมกับนำตัวมาโยนไว้กลางป่าอย่างนี้แล้ว เขาก็ควรที่จะรู้เสียหน่อยว่าอีกฝ่ายทำอย่างนี้มีเหตุผลในการกระทำเพื่ออะไรกัน

“แล้วค่อยตายทีหลังก็คงยังไม่สายหรอกวะ...!”

พอตัดสินใจใหม่แล้วโทนก็รีบกระตุกมือขวาอย่างรวดเร็ว เสียงดังพรึบพร้อมเหนือศีรษะของเขาคล้ายมีผ้าผืนใหญ่ได้ขยับวูบขึ้นไปทางเบื้องบน ไม่นานจากนั้นร่มผืนใหญ่มันก็ได้กางขึ้นเป็นผ้าใบขนาดเบาผืนใหญ่ที่สามารถรับน้ำหนักตัวของเขาได้อย่างสบาย

ร่างของเขากระตุกวูบแล้วทะยานขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆลงสู่เบื้องล่างตามหลักของโลกนี้ที่ทุกอย่างต้องร่วงลงสู่เบื้องล่างเนื่องจากโลกมีแรงโน้มถ่วง โทนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกคนจะมีสภาพเดียวกับเขาหรือไม่ เพราะไม่สามารถที่จะมองไปโดยรอบอย่างที่ว่า

โทนถอนใจพรูก่อนที่จะปล่อยร่างของตนเองที่ตอนนี้ได้มีร่มได้คอยกางกั้นไม่ให้ร่างกายของเขาดิ่งลงสู่เบื้องล่างเร็วจนเกินไปนัก ลมโดยรอบยังคงแรงต่อเนื่องขณะที่ตัวของเขาก็ค่อยๆตกลงสู่พื้นเบื้องล่างตามหลักแรงโน้มถ่วงไปเรื่อยๆ

ไม่นานจากนั้นโทนก็รู้สึกว่าร่มที่พยุงตัวของเขาให้ลอยอยู่กลางอากาศมาตลอดก็ติดกับอะไรสักอย่างจึงทำให้ไม่สามารถที่จะตกถึงพื้นได้ มันทำให้เขาต้องตั้งใจเพ่งมองไปโดยรอบอีกหนหลังจากปล่อยให้อะไรต่างๆที่ผ่านมานั้นมาผ่านตัวและความรู้สึกของตนเองไปช่วงหนึ่งตอนที่กำลังดิ่งลงมาอย่างช้าๆด้วยการไม่มองสิ่งใดทั้งสิ้น

ทว่าตอนนี้แม้ความกลัวในที่สูงจะยังคุกรุ่นเกิดอยู่ในความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาก็ตามที แต่เขาก็ต้องฝืนเพื่อมองไปโดยรอบเพื่อจะได้รู้สาเหตุว่า อะไรที่ทำให้ร่มที่กำลังนำตัวเขาลงสู่เบื้องล่างถึงได้ชะงักหยุดไปอย่างนี้ได้ และพอเขาตั้งใจเพ่งไปมองโดยรอบก็ได้รับรู้ว่า

แสงเงินทองกำลังจับขอบฟ้าแล้ว นั่นก็หมายความว่าอีกไม่นานความเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ก็คงส่องให้โดยรอบของพื้นโลกบริเวณสว่างไสวไปจนทั่วอย่างแน่นอน เขาใช้สายตาสอดส่ายมองไปโดยรอบก็ได้เห็นว่า

ตอนนี้ตัวของเขานั้นกำลังห้อยต่องแต่งอยู่กับเชือกร่มที่ได้กางให้เขาลงสู่พื้น ทว่าตัวเขานั้นยังไม่ลงสู่เบื้องล่างเลย เนื่องจากเชือกมันได้ค้างอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่อะไรสักต้น ซึ่งจากการเพ่งพิจารณาในตอนนี้โทนก็ยังไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไรอยู่ดี

รู้เพียงแต่ว่ามันกำลังทำให้ตัวเขากำลังห้อยต่องแต่งกับเชือกร่มในเวลานี้เท่านั้น โทนถอนใจก่อนที่จะหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่ จากนั้นก็พยายามขยับร่างกายของตนเองดูก็ได้รับรู้ว่าตัวของตนเองนั้นขยับไปมาได้ และพอรู้กำลังห้อยอยู่บนที่สูงเท่านั้น

ไอ้โรคกลัวความสูงมันก็เข้าจู่โจมเล่นงานในความรู้สึกของเขาอย่างเต็มที่ทันที จนทำให้เกิดความรู้สึกกลัวจนตัวสั่นไปหมด อาการกลัวอย่างสุดขีดมันก็กำลังเล่นงานเขาแบบสุดๆอีกแล้ว ในสมองมึนงงไปด้วยความหวาดกลัวจนเขาเผลอร้องเสียงหลงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“เหวออออ...พ่อแก้วแม่แก้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกช้างด้วยเถอะ เหวออออ...ลูกกลัวมากลุงยงช่วยฉันด้วยได้โปรด...ฮือออๆๆๆ...!...”

ขณะที่โทนกำลังร้องเสียงหลงด้วยความกลัวสุดขีดอยู่นั้น เขาก็คล้ายกับได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งตะโกนทักทายขึ้นจากด้านเบื้องล่างที่ตนเองห้อยอยู่ในเวลานี้

“ไอ้โทนนั่นมึงหรือเปล่าวะ...?”

โทนพอได้ยินเสียงทักอย่างนั้น เขาก็รีบดึงสติกลับมาพลางเอ่ยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่นตอบกลับลงไป

“ใช่กูเอง...นั่นใครวะ...?”

“กูเองไอ้โก้เว้ย...”

“ไอ้โก้เหรอ แล้วมึงได้ลงถึงพื้นดินแล้วหรือไงกัน...?”

โทนสงสัยจึงถามอย่างตรงๆ หลังจากอีกฝ่ายยอมรับว่าเป็นคนที่ตนเองรู้จัก

“ใช่ ตอนนี้กูยืนอยู่บนพื้นดินแล้ว”

โก้ยอมรับตรงๆ พลางย้อนถามอย่างเตือนสติ

“แล้วทำไมมึงยังไม่ลงมาซักทีวะ ไอ้ห่-มัวห้อยตัวอยู่ทำไมเดี๋ยวก็ได้เจอสัตว์ร้ายเอาได้หรอก มึงอย่าลืมนะพวกเราถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งกันที่กลางป่านะเว้ย...?”

“กูก็อยากจะลงหรอก แต่กูไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงถึงจะลงไปได้...?”

โทนยอมรับตรงๆอย่างหมดท่าเช่นกัน

“อะไรวะไอ้โทน...คนหยั่งมึงนะเหรอไม่มีปัญญาจะลงจากการห้อยต่องแต่งบนต้นไม้เพียงแค่นี้ กูกะมึงรู้จักกันมานานแล้ว กูรู้นะว่าคนอย่างมึงถ้าจะทำอะไรจริงๆขึ้นมารับรองไม่มีอะไรขวางมึงได้แน่นอน...”

โก้ยังว่าอย่างยอมรับทำนองชมผู้ที่กำลังห้อยตัวอยู่ตรงหน้าตนเองในเวลานี้

“กูกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไงดีกับสถานการณ์ในตอนนี้ดีเท่านั้น ไม่ต้องห่วงไอ้โก้เดี๋ยวกูก็ลงไปได้เองแหละวะ...”

โทนว่าทำนองโม้ข่มผู้ที่ยืนอยู่บนพื้นกลายๆ ทั้งที่ในใจของเขานั้นยังคงสั่นเทาเกิดความรู้สึกกลัวที่สูงอยู่ตลอดเวลา

“จะให้กูช่วยอะไรไหมล่ะ...?”

โก้เปลี่ยนเรื่องถามตรงๆ

“เออกูกำลังคิดว่า...?”

โทนว่าอย่างพยายามวางท่าและปฏิเสธอีก แต่ว่าเขายังไม่ทันได้พูดจบคำ หูของเขาก็คล้ายได้ยินอะไรสักอย่างพุ่งผ่านข้างหูไปจนได้ยินอย่างชัดเจน

เฟี้ยวววว!

และจากนั้นร่างของเขาก็มีอันร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่างที่เป็นพื้นดินอย่างรวดเร็ว

วูบบบ!

ตุ้บบบบ!

โทนใจหายวูบแต่ก็ไม่สามารถที่จะคิดหรือว่าอะไรออกมาได้อีกแล้ว แม้จะรู้ว่าตนเองนั้นกำลังแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินก็ตามที เนื่องจากกำลังเกิดอาการจุกนั่นเอง

“เป็นไงไอ้โทนตอนนี้มึงได้มาอยู่บนพื้นดินเหมือนกูแล้วนะ...?”

“ทำไมมึงไม่บอกกูก่อนว่าจะใช้ขวานด้ามเล็กปาขึ้นมาตัดเชือกร่มของกูเสียหน่อยวะไอ้ห่-...บอกให้กูตั้งหลักหน่อยก็ไม่ได้...?!”

แม้จะเกิดความรู้สึกจุกแอ๊ดอยู่ก็ตามที แต่ด้วยความโมโหทำให้โทนอดไม่ได้ที่จะต่อว่าผู้ที่ได้ช่วยตนเองให้พ้นจากการห้อยต่องแต่งบนต้นไม้ลงมาได้

“มันเสียเวลาเว้ย และมึงก็น่าจะรู้นะว่าคนอย่างกูถ้าคิดจะทำอะไรขึ้นมากูไม่เคยบอกล่วงหน้าก่อนทั้งสิ้นเพราะในการช่วยมึงครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกันล่ะเว้ยไอ้โทน...!”

โก้สวนคำต่อว่าโทนอย่างตรงๆไม่มีการยอมแต่อย่างไร ขณะที่ตอนนี้ความจุกเสียดของโทนก็เริ่มคลายตัวออกไปแล้ว เขาจึงยืนขึ้นยืดตัวตรงก่อนที่จะโต้คำของคนที่เพิ่งช่วยตนเองไม่ลดละ

“เอาเป็นว่ากูต้องขอบใจมึงก็แล้วกันที่ช่วยกูจากการที่ต้องห้อยต่องแต่งบนต้นไม้ที่ผ่านมาเมื่อครู่นี้ เอาเป็นว่าตอนนี้กูเป็นหนี้บุญคุณมึงครั้งหนึ่งเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน แล้วกูจะหาทางใช้มึงคืนให้ได้อย่างรวดเร็วก็แล้วกัน...”

“เมื่อกี้ตอนมึงห้อยตัวอยู่บนต้นไม้นี่มึงไม่กล้าขยับตัวทำอะไรเลยหรือวะ...อย่าบอกนะว่าอาการกลัวความสูงของมึงมันกลับมาเป็นอีกแล้ว ทั้งที่ๆผ่านมาอาการนี้ของมึงมันหายไปตั้งนานแล้วนี่...?”

โก้เปลี่ยนเรื่องถาม และการที่โก้รู้เรื่องราวของโทนได้ก็เพราะทั้งคู่เคยเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน นั่นคือลุงยงผู้ที่ได้ทำการดูแลเลี้ยงดูพวกเขาทั้ง 2 มาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นกันอยู่ พร้อมสั่งสอนวิชาการต่อสู้การเอาตัวรอดและการฆ่าให้กับพวกเขาจนมาเป็นมือปืนนักฆ่าอย่างทุกวันนี้

“กูก็ว่ามันหายไปตั้งนานแล้วนะ เพราะตอนหลังกูสามารถขึ้นลิฟต์ที่ตึกหรืออาคารสูงๆได้อย่างสบายไม่มีอาการกลัวความสูงขึ้นมาตั้งนานแล้วอีกเลย จนกระทั่งกูมานั่งบนเฮลิคอปเตอร์ที่นำมาปล่อยที่กลางป่านี่แหละที่ทำให้โรคกลัวความสูงของกูมากำเริบขึ้นมาอีกจนได้...”

โทนบอกตรงๆให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่มีการปิดบังอะไรทั้งสิ้น ขณะที่โก้ฟังแล้วก็หงึกหน้าอย่างรับรู้ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องถามใหม่

“มึงคิดว่าการที่มึงกะกูต้องมาถูกปล่อยทิ้งกลางป่าอย่างนี้มันหมายความว่าไงวะ...ทั้งที่มึงกะกูได้ถูกลงโทษประหารจากทางศาลไปแล้วไม่ใช่หรือ และที่สำคัญกำลังจะถูกฉีดยาให้ตายกันอยู่ชัดๆแล้วนี่หว่า...?”

โทนสั่นหน้า ขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาเหมือนกัน หลังจากที่หมดความหวาดกลัวในที่สูง ตอนนี้เขาก็เริ่มคิดถึงสิ่งที่เพื่อนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงวัยรุ่น ตั้งคำถามขึ้นมาแล้ว

ท้องฟ้าโดยรอบของบริเวณชายป่าที่พวกกำลังยืนคุยกันอยู่นี้ บริเวณโดยรอบเริ่มสว่างจ้าขึ้นอย่างเต็มที่ มองไปโดยรอบก็ได้พบว่าทุกอย่างตามสายตาที่กำลังกวาดมองไปอยู่นั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ๆโตๆที่ขึ้นตระหง่านให้เห็นอยู่โดยตลอดตามสายตาที่แลมองไปจนสุด

“ที่นี่มันป่าที่ไหนกันวะไอ้โทน...?”

โก้เปลี่ยนเรื่องถามอีก จะว่าไปแล้วแม้เขารู้นิสัยของเจ้าเพื่อนคนนี้ดีว่าเป็นคนขี้สงสัยอยู่ตลอดเวลา และสามารถที่จะตั้งคำถามไปได้เรื่อยๆก็ตามที แต่การถามในตอนนี้ของอีกฝ่าย ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี จึงทำให้โทนอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกรำคาญขึ้นมา

เขาจึงว่าอย่างตัดบทแทน

“มึงก็อย่ารีบร้อนสงสัยอะไรขึ้นมามากมายเลยวะไอ้โก้ เมื่อตอนที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์เจ้าคนที่พูดกับพวกเราก่อนที่จะถูกปล่อยลงมาข้างล่างในตอนนี้ก็บอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่า จะมีพวกข้างล่างนี่บอกกับมึงกะกูอยู่ว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป...ตอนนี้กูว่ารอไปก่อนก็แล้วกันวะ กูคิดว่าไม่นานหรอกน่า...!”

พอรู้ว่าเพื่อนที่เพิ่งช่วยมาเกิดความรู้สึกรำคาญกับคำถามของตนเองเข้าให้แล้ว โก้ก็เบะปากแล้วยักไหล่อย่างไม่ได้ว่าอะไรต่อ และต่อมาพวกเขาทั้ง 2 ก็ไม่ต้องไม่เข้าใจกับสถานการณ์ในตอนนี้นานนักเลย

เนื่องด้วยจากนั้นก็มีเสียงพูดผ่านทางสายแล้วมาออกลำโพงให้ได้ยินอย่างชัดเจนราวกับ ผู้ที่กำลังเอ่ยคำพูดในตอนนี้กำลังประกาศอยู่ตรงหน้าคล้ายเสียงตามสายกับพวกเขาอย่างนั้นเลยทีเดียว

“สวัสดีท่านเดนตายทั้งเจ็ดคน...”

เสียงที่ประกาศออกมากลางนั้นชะงักไปนิดหนึ่ง คล้ายต้องการให้ผู้ที่กำลังฟังอยู่ในบริเวณป่าแถวนี้ทั้งหมดได้รับรู้กันอย่างทั่วถึงกับการเอ่ยวาจาของตนเอง และจากนั้นไม่นานเสียงนั้นก็ว่าต่อเนื่องทันที

แสดงเพิ่มเติม

รีวิว (0)

เรื่องนี้ยังไม่มีรีวิว