เจ้าท้องหรือไยยี?”
“ พระสนมเอกไม่ยอมรับสั่งสักคำแบบนี้ แปลว่าจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยเพคะเสด็จพี่ ”
“ไยยี! พี่ถามเจ้าไยไม่ตอบ เจ้าไม่ได้เอาปากมาด้วย หรือว่าโดนใครมันตัดลิ้นเข้า”
“ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะฝ่าบาท ยาที่หมอหลวงให้หม่อมฉันมานั้น หม่อมฉันกราบทูลได้เลยว่าใช้ทุกวันไม่มีหลงลืม แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดจึงตั้งครรภ์ได้ ”
“ ยานั้นข้าก็ใช้ประจำนี่นา ไม่เห็นท้องเลย”
“ข้าก็ด้วย ยาหมอหลวงดีจะตายไป คนอื่นก็ใช้ไม่เห็นมีใครท้อง!”
“ข้าว่าแบบนี้ตั้งใจทรงครรภ์มากกว่า สงสัยเจ้าหญิงฮิตไทต์อยากเป็นพระชายา”
“ใช่ ข้าว่าอยากให้ทรงอภิเษกด้วยน่ะสิ เพราะเห็นว่าทรงเบื่อพระนางแล้ว เดี๋ยวนี้เจ้าชายเบือนพระพักตร์หนี แล้วหันไปหาธิดาซีเรียแทน อย่างนี้ต้องเป็นแผนเรียกร้องให้กลับไปสนพระทัยเหมือนเคยแน่ คิดว่าเสด็จพี่โง่รู้ไม่ทันหรืออย่างไรกัน”
“นั่นสิ ยาก็มาจากหมอคนเดียวกัน ข้ายังไม่ท้อง”
“ หยุด ! พวกเจ้าปิดปากกันให้หมดเดี๋ยวนี้ ข้าขอความคิดเห็นจากพวกเจ้าแต่เมื่อใดกัน ในพวกเจ้าผู้ใดมีนามว่าไยยีบ้างล่ะ? ถึงได้เปล่งเสียงแข่งกันจนข้าฟังไม่รู้เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่อยากให้ข้าเบื่อ ก็จงอยู่กันอย่างเงียบๆ มาสอดแทรกทุ่มเถียงกันแบบนี้ ยามข้าถามความจริงจากพระสนมเอกไยยีด้วยเหตุใด ”
“เพคะฝ่าบาท”
“ ไยยี !”
“เพคะฝ่าบาท” พระสนมเอกไยยีขานรับพระดำรัสนั้นอย่างเจียมพระองค์ แล้วก็ยิ่งก้มพระพักตร์ต่ำลงไปอีก เมื่อได้ยินเสียงถอนพระปัสสาสะออกมา ทรงชิงชังพระนางแล้ว ต่อไปคงไม่เหลือใคร
“เจ้าออกไปให้พ้นหน้าข้าก่อนไป๊ไยยี ออกไปให้พ้นหน้าข้าเสียบัดเดี๋ยวนี้เลย ออกไป”
“เพคะฝ่าบาท” เจ้าหญิงรับพระดำรัสอย่างสงบเสงี่ยมเจียมพระองค์ ทรงประทับยืนช้าๆ หมุนวรองค์ที่แสนจะบอบบางชวนให้ถนอม แล้วทรงพระดำเนินออกไปจากท้องพระโรงทันที โดยมีเจ้าชายเรพทานห์ทอดพระเนตรมองตามไปด้วยพระพักตร์บูดบึ้ง และหารู้ไม่ว่านั่นคือการจากลาชั่วนิรันดร์